fbpx

11. สภาวะ Ongrid : ความหมายของ Grid กริด คือโครงข่ายของการไฟฟ้าฯ ดังนั้นสภาวะ Ongrid ก็คือระบบฯ ยังมีการเชื่อมต่อกับไฟของการไฟฟ้าฯ หรือยังมีไฟของการไฟฟ้าฯเป็นแหล่งจ่ายไฟด้วย ซึ่งก็อาจจะมีโซล่าเซลล์ หรือแบตเตอรี่ร่วมจ่ายไฟให้กับโหลดด้วย

12. สภาวะ Offgrid : หมายความเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีไฟ ของการไฟฟ้าฯ มาเชื่อมต่อ หรือให้เข้าใจง่ายคือ ไฟของการไฟฟ้าฯดับนั่นเอง ซึ่งโหลดก็ต้องอาศัยแหล่งจ่ายจากแหล่งอื่น เช่น ไฟจากโซล่าเซลล์ , จากแบตเตอรี่ หรือจากเจ็นเนอเรเตอร์ เป็นต้น

13. MPPT (Maximum Power Point Tracking):

อ่านเพิ่มเติม...

17. Export Control / Zero Export   หรือตัวหรี่ ของอินเวอร์เตอร์ เป็นอุปกรณ์ ตรวจวัดการใช้งานของโหลดรวมภายในบ้าน หรือโรงงาน (ลูกค้า) ซึ่งแต่ละแบรนด์ อาจเรียกชื่อต่างกัน เช่น Smart Sensor, Energy Meter , Smart Logger , Watt Node … เป็นต้น แต่สรุปรวมคือ ฟังก์ชั่น Zero Export ย้อนกลับต้องเป็นศูนย์ หรือตัวหรี่กำลังการผลิตของอินเวอร์เตอร์ ให้เป็นไปตามสภาวะการใช้ไฟฟ้า ของโหลดรวมภายในโรงงานในช่วงขณะเวลานั้นๆ

       ♦ กรณีที่โรงงานติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ ขนาดกำลังผลิต 500 กิโลวัตต์ โดยออกแบบตามการใช้ปริมาณไฟฟ้าที่เหมาะสมของโรงงานในเวลาปกติแล้ว แต่ทางโรงงานจัดเวลาพักกลางวันให้กับพนักงานในเวลา 12.00 - 13.00 น. พร้อมกันทุกแผนก จึงมีการปิดระบบเครื่องจักรทั้งหมด ยกเว้นระบบเครื่องปรับอากาศในสำนักงาน ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของโรงงานต่ำลง (สมมติเหลือใช้งานเพียง 100 กิโลวัตต์) จึงสวนทางกับปริมาณการผลิตไฟฟ้าของระบบโซล่าเซลล์ (ช่วงเวลาดังกล่าวอาจผลิตได้สูงถึง 400 กิโลวัตต์) กรณีเช่นนี้อุปกรณ์ Zero Export ก็จะทำการลดทอนกำลังการผลิตของอินเวอร์เตอร์ ลง เหลือ 100 กิโลวัตต์
ซึ่งอุปกรณ์ ที่ตรวจวัดขนาด และหรือทิศทางกระแส ก็คือ CT โดยเราจะทำการคล้อง CT ที่เมนไฟ ของบ้าน หรือโรงงาน เพื่อวัดค่าในภาพรวม แล้วส่งต่อไปยังตัว Zero export

 

คุณติดโซลาร์ไว้บนหลังคา แผงผลิตไฟฟ้าได้อย่างบ้าคลั่งตอนแดดจัด แต่ไฟบ้านคุณไม่ใช้เยอะขนาดนั้น...

ไฟมันเลยอยากจะวิ่งออกจากบ้านคุณ พุ่งไปหาระบบการไฟฟ้า (การไฟฟ้าก็แบบ… เอ๊ะ ใครใช้ฉันเป็นแบตฟรี?)

? นี่แหละที่ “Export Control” เข้ามาจัดการ! มันจะเหมือน “การ์ดกันไฟ” ไม่ให้ไฟโซลาร์ วิ่งออกไปนอกบ้าน ไฟต้องอยู่ในบ้านเท่านั้น ห้ามวิ่งเล่นนอกบ้าน!

เพราะการไฟฟ้าบางที่ เขาหวงมิเตอร์ ไม่อยากให้ไฟเราย้อนกลับไปหาเขา

? Zero Export Mode: คือ ขั้นสุดของความหวงไฟ  “ผลิตแค่ไหน ใช้เท่านั้น! ไม่เหลือ ไม่ปล่อย ไม่เผื่อใคร!”

ระบบจะคอยบาลานซ์ว่า: ถ้าโหลดบ้านใช้ 2,000W → อินเวอร์เตอร์จะปล่อยแค่ 2,000W จากแผง

ถ้าไม่ได้ใช้ → ไม่ปล่อยอะไรเลย (แม้แดดจะเปรี้ยงสุดชีวิต)

? แล้วเราจะเปิดใช้ทำไม?
✅ ป้องกันไม่ให้ไฟย้อนเข้าระบบการไฟฟ้า (ถ้ากฎหมายไม่อนุญาต)

✅ ไม่ได้ขออนุญาตขายไฟฟ้า

✅ หมดปัญหา “มิเตอร์หมุนกลับ”

✅ รักษามิตรภาพกับการไฟฟ้าไว้ไม่ให้พัง 

 

18. AC Coupled  ? ก่อนอื่น: AC Coupled คืออะไร? (แบบเข้าใจง่าย) ปกติระบบโซลาร์ที่มีแบตเตอรี่มี 2 แบบใหญ่ๆ:

DC Coupled = แผงโซลาร์ต่อเข้ากับแบตโดยตรงผ่านอินเวอร์เตอร์

AC Coupled = แผงโซลาร์อยู่ระบบหนึ่ง แล้ว “เพิ่มอินเวอร์เตอร์แบต” อีกตัว ผ่านระบบ ไฟ AC

AC Coupled จะให้ อินเวอร์เตอร์ 2 ตัว คุยกันผ่านไฟบ้าน (AC) โดย Solis Hybrid (S6-EH1P...) จะเป็นตัวหลักควบคุมระบบ

? ใช้ AC Coupled กรณีไหน?
♦ คุณมี โซลาร์ที่ติดไปแล้ว แบบไม่มีแบต (On-Grid)

♦ อยากเพิ่มแบตโดยไม่รื้อระบบเดิม

♦ ใช้ระบบ Hybrid อย่าง Solis S6-EH1P(3-8)K-L-PLUS เพื่อควบคุมแบต

♦ มีโหลดที่ต้องสำรองไฟ เช่น Wi-Fi, CCTV, แสงสว่าง ฯลฯ

⚙️ ต้องต่ออย่างไร?

      → ระบบเดิมมี ไฟ AC ออกจาก Inverter ไปเชื่อมเข้าเบรคเกอร์ไฟบ้าน

      → เมื่อเราติดอินเวอร์เตอร์ Solis S6-EH1P(3-8)K-L-PLUS เพิ่ม ก็แค่โยกสายไฟ AC จากอินเวอร์เตอร์เดิม มาเข้ายังตูด (พอร์ท Gen) ของ Solis ที่ติดตั้งใหม่ แล้วไฟ AC ที่ออกจาก Solis ก็เชื่อมโยงไปเข้าเบรคเกอร์ ไฟบ้าน ก็เป็นอันสำเร็จ

      → เราก็สามารถเชื่อมไฟทั้งระบบเดิม และระบบใหม่เข้ากันได้แล้ว โดยเราก็ดูมอนิเตอร์ กำลังการผลิตจาก Soliscloud เพียงแห่งเดียวก็เห็นทั้งระบบเดิมและระบบใหม่

 

19. Self-consumption : การใช้พลังงานด้วยตัวเอง หมายถึง...? “ไฟจากแผงโซลาร์ผลิตมา → ใช้ในบ้านเราทันที ไม่ขาย ไม่ปล่อย ไม่โยนให้ใคร!”

? อธิบายแบบง่ายที่สุด: แสงแดดส่องแผงโซลาร์ → แผงผลิตไฟฟ้า ไฟฟ้านี้จะถูกส่งให้บ้านคุณใช้งานก่อน เช่น ทีวี, แอร์, ตู้เย็น

♦ ถ้าใช้ไฟน้อยกว่าไฟที่ผลิตได้ → เหลือ = ค่อยว่ากันอีกที (เช่น ส่งกลับกริด หรือเก็บแบต ถ้ามี)

♦ แต่ถ้าใช้มากกว่าไฟที่ผลิตได้ → ค่อยดึงไฟจากกริดมาช่วย

? ทำไม Self-consumption ถึงสำคัญ?
✅ ช่วยลดค่าไฟได้มากที่สุด เพราะไม่ต้อง “ซื้อไฟ” จากการไฟฟ้า

✅ ได้ใช้ไฟฟรีจากแสงอาทิตย์ทันที ไม่ต้องผ่านการแปลงหลายรอบ

✅ ลดภาระพีคโหลด (Peak Load) ของบ้าน

✅ ถ้ามีแบต → ชาร์จแบตจากส่วนเกินได้

? สรุปแบบคนชอบประหยัด: Self-consumption คือ “เอาแดดของเรา...มาใช้ไฟของเรา...เพื่อลดบิลของเรา” “ผลิตเอง ชงเอง กินเอง จ่ายน้อยลงแน่นอน!”

  

20. Cycle Life  ของแบตเตอรี่ลิเธียม (Lithium Battery) คือ… ? “จำนวนรอบการชาร์จ-ดิสชาร์จที่แบตสามารถทำได้ ก่อนความจุจะเสื่อมลงมาถึงระดับที่กำหนด (เช่น 80%)”

? อธิบายแบบง่าย: สมมุติว่าแบตเตอรี่เต็ม 100% → ใช้หมดเหลือ 0% = 1 Cycle  หรือ ชาร์จจาก 50% → 100% แล้วใช้จนเหลือ 50% = 0.5 + 0.5 = 1 Cycle

? Cycle Life สำคัญยังไง? เป็นตัวบอก อายุการใช้งานของแบต ถ้า Cycle Life สูง = ใช้ได้นาน = คุ้มค่า

? แบตลิเธียมทั่วไปควรมีค่าเท่าไหร่?
ประเภท Cycle Life โดยประมาณ หมายเหตุ
? LiFePO₄ (เช่น BYD, PylonTech) 6,000 – 8,000 รอบ ที่ DoD 80–100%

? เปรียบเทียบอายุการใช้งาน:

ถ้าใช้งานวันละ 1 cycle → แบต LiFePO₄ ที่มี 6,000 cycles = ใช้ได้ 16 ปี+ (แต่ต้องมีระบบ BMS และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และ ถ้าDODต่ำๆ ( สัก 70-80% ไรงี้)  ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานได้)

? สรุปแบบคนชอบคุ้ม: “Cycle Life สูง = แบตอยู่กับเราได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ประหยัดระยะยาว” “ชาร์จวนไป ไม่ตายง่าย แบตใช้ได้ยันลูกเรียนจบ!”

 

21. Emergency Load/ Backup Load : คือ โหลดที่แยกไว้กรณีที่ไฟกริดดับ ซึ่งโหลดต้องรับไฟจากแหล่งจ่ายจากโซล่าและแบตเตอรี่เท่านั้น แต่สำหรับช่อง หรือพอร์ทต่อไปใช้งาน เราจะเรียก EPS (Emergency Power Supply)

แล้วทำไมไฟกริดดับ ไม่จ่ายไฟบ้านทั้งหลังล่ะ ? ก็เพราะอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ ยังมีข้อจำกัด จ่ายไฟทั้งหมดไม่ไหว ถ้ายังขืนจะให้จ่ายทั้งหลัง อินเวอร์เตอร์อาจพัง หรือแบตเสื่อมก่อนเวลาอันควร.
ซึ่งโหลดที่สำรองไฟกรณีไฟดับ นี้ต้องไม่เกินจากที่อินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่จ่ายได้ ส่วนใหญ่จ่ายไฟให้โหลดเฉพาะที่จำเป็น

เช่น ตู้เย็น, ไวไฟ, ไฟส่องทาง ต้องเดินสายแยกจากโหลดหลัก เราก็จะทำเป็นเบรคเกอร์ย่อย สำหรับแบ็คอัพโหลด หรือ อีเมอร์เจ็นซี่โหลด
? ทำไปเพื่ออะไร?
ให้ไฟฟ้ายังจ่ายได้บางจุด แม้ระบบกริดจะดับ

ช่วยป้องกันข้อมูลหาย / กล้องวงจรปิดดับ / ตู้ปลาแห้ง / แม่ด่า / ไฟรั้วกันขโมย / ถังอ๊อกซิเจนผู้ป่วย

ลดผลกระทบจากไฟฟ้าดับในบ้าน

ทำให้บ้านดู “ไฮเทค” แบบมีสไตล์ “ดับทั้งซอย ไฟบ้านเรายังปิ้งขนมปังได้!”

?ไฟดับทั้งหมู่บ้าน...แต่ “Wi-Fi บ้านเราไม่ดับ!” เพราะเราต่อ Wi-Fi ไว้กับ Backup Load / EPS นั่นเอง ?

 

 

22. Peak Shaving คือเทคนิคหรือฟังก์ชันในการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟสูงสุด (เรียกว่า “Peak Load”) เพื่อลดภาระโหลดต่อระบบไฟฟ้า และลดค่าไฟฟ้าที่คำนวณจาก “พีคสูงสุด” โดยเฉพาะในระบบที่คิดค่าไฟตาม Demand Charge (มักใช้กับโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่) 

โดย Solis Hybrid รุ่นใหม่สามารถตั้ง Peak Shaving Mode ได้ผ่านแอป SolisCloud หรือหน้าจอ
สามารถกำหนด: ขนาดโหลดที่ถือว่าเป็นพีค

ช่วงเวลาที่ต้องการลดพีค (เช่น 10:00–16:00) จะให้ใช้แบตเท่าไหร่ เพื่อช่วยลดพีค

 

? ระบบที่มี Peak Shaving จะสั่งให้ใช้ “ไฟจากแบตเตอรี่” แทน
เพื่อลด “ยอดพีค” และ “ยอดค่าไฟที่ต้องจ่าย”

? ทำไมต้อง Peak Shaving?
✅ อัตราค่าไฟฟ้า สำหรับโรงงานขนาดใหญ่ การไฟฟ้าฯ เค้าจะมีการเก็บค่าความต้องการพลังไฟฟ้า โดยคิดเป็น บาทต่อkW.ในเดือนนั้นๆ หากค่าใดสูงสุด ก็นำค่านั้นมาคิดเงินเลย (ส่วนใหญ่เราเรียกว่า ค่าพีค )
✅ ลดค่าไฟช่วงแพง

✅ ลดการดึงโหลดเกินพิกัดจากกริด

✅ ป้องกัน “Demand Charge” ในระบบพาณิชย์

✅ ทำให้ระบบไฟเสถียรขึ้น

✅ ระบบไฟฟ้าโรงงานหรือสำนักงานจะประหยัดเงิน ได้เยอะมาก

 

 

ช่วงนี้เกี่ยวกับระบบโซล่าเซลล์ แบบไฮบริด ค่อนข้างมาแรง อันเนื่องจากราคาแบตเตอรี่ลิเธียม ในภาพรวม ราคาลดต่ำลงมาพอสมควร ที่เราๆท่านๆ พอที่จะเอื้อมมือไปแตะได้ถึง และประกอบกับ มีหลายๆยี่ห้อที่เข้ามาทำเล่นในตลาดบ้านพักอาศัย ในเมืองไทย เพิ่มมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้บริโภค จะได้ใช้ของดี ราคาคุ้มค่า อีกทั้งถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้น

ก่อนที่จะไปทำความเข้าใจระบบไฮบริด ที่มีแบตเตอรี่ลิเธียม เป็นพระเอก ( หรือว่า Inverter Hybrid เป็นพระเอก แล้วแบตเตอรี่ลิเธียม เป็นพระรอง กันแน่! แล้วแต่จะคิดแล้วกันเนอะ )

1. กำลังไฟฟ้า ( Power ) มีหน่วยเป็น วัตต์ : W  โดย 1,000 วัตต์ มีค่าเท่ากับ  1 กิโลวัตต์ ( 1,000 W = 1 KW. ) >>> กำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ ใช้ ณ ขณะนั้น

     กำลังไฟฟ้า  W คือการใช้งานของโหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ณ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการกินกำลังไฟฟ้าก็จะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ 
พัดลม กินไฟ 50 W. ,
TV กินไฟ 100 W. ,
เตารีดกินไฟ 3,000 W. ,
มอเตอร์กินไฟ 1,000 w. แต่ตอนสตาร์ท เสี้ยววินาทีแรกอาจกินถึง 3,000 w.

แอร์ (ไม่ใช่แอร์อินเวอร์เตอร์) 1 ตัน ตอนคอมเพรสเซอร์สตาร์ท กินไฟ 3,000 w. แค่ไม่ถึงครึ่งวินาที แต่พอสตาร์ทเสร็จแล้วกินไฟแค่ 1,000 w
แต่พอห้องเย็นลงแล้ว คอมฯหยุด กินไฟแค่ 200 w.
.
ก็จะเห็นว่า กำลังไฟฟ้า W / KW เป็นการแสดงกำลังไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา
.
>>>  เปรียบเทียบ  kW เหมือนกับ “ความเร็วของรถ” เช่น รถวิ่งเร็ว 100 กม./ชม. เปรียบเทียบว่า เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟ 1 kW.

 

 

2. พลังงานไฟฟ้า ( Energy ) มีหน่วยเป็น WH โดยส่วนใหญ่ เราจะคุ้นชิน เป็น KWH ซึ่งก็มีความหมายว่า  1,000 วัตต์-เอาว์ มีค่าเท่ากับ 1 กิโลวัตต์-เอาว์ ซึ่ง 1 KWH. มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยไฟฟ้า (Unit) ที่การไฟฟ้า เก็บเงินค่าไฟฟ้า หน่วยละประมาณ 4 บาท/หน่วย นั่นเอง >>> ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้สะสมตามระยะเวลาที่รวมๆมา

      • ความหมายเชิงปริมาณ:
      • ถ้าบ้านหนึ่งใช้กำลังไฟ 1 kW ติดต่อกัน 1 ชั่วโมง จะใช้พลังงาน 1 kWh
      • ในใบเรียกเก็บค่าบริการไฟฟ้า มักคิดหน่วยเป็น “หน่วย” (Unit) ซึ่ง 1 หน่วย = 1 kWh

    พลังงานไฟฟ้า KWH คือการนำเอากำลังไฟฟ้า x เวลา (ชั่วโมง) จึงมีหน่วยเป็น กิโลวัตต์-ชั่วโมง เช่น

     - พัดลม 50 W เปิด 10  ชั่วโมง แสดงว่า ใช้พลังงาน = 50 x 10 = 500 WH หรือ 0.5 KWH.    ===> 0.5 หน่วย เสียค่าไฟประมาณ 2 บาท

     - TV 100 W เปิด เปิด 10 ชั่วโมง แสดงว่า ใช้พลังงาน = 100 x 10 = 1,000 WH หรือ 1 KWH  ===> 1 หน่วย เสียค่าไฟประมาณ 4 บาท

     - เตารีด 3,000 W .ใช้งาน 1 ชั่วโมง แสดงว่า ใช้พลังงาน = 3,000 x 1 = 3,000 WH หรือ 3 KWH  ===> 3 หน่วย เสียค่าไฟประมาณ 12 บาท

    * อุปกรณ์ที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงาน จะมีหน่วยเป็น kWh เช่น แบตเตอรี่ เป็นต้น (กว่าจะโยงมาเข้าแบตเตอรี่ได้ ไหลไปอื่นซะยาวเลย) ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือน โอ่งเก้บน้ำที่มี ปริมาตรน้ำอยู่ในโอ่ง ก็เช่นกันที่แบตเตอรี่ก็จะมีพลังงานไฟฟ้า เก็บไว้ โดยมีหน่วยเป็น KWH (ส่วนใหญ่จะชอบเขียนเป็น kWh. อันนี้ไม่ต้องสนใจนะ ความหมายเหมือนกัน *แต่จริงๆก็มีที่มา เดี๊ยวจะยาวเกินไป )

>>>  เปรียบเทียบ kWh = ระยะทาง  คือเอาความเร็ว (kW) × เวลาที่วิ่ง (ชั่วโมง) ได้เป็นระยะทางที่รถวิ่งไปได้
         • ถ้ารถวิ่ง 3 km/h (3 kW) นาน 2 ชั่วโมง ก็วิ่งได้ 3×2 = 6 กม. เหมือนใช้ไฟ 3 kW นาน 2 ชม. ก็ใช้ไฟ 6 kWh

ขยายความ ตัวอย่างความจุของแบตเตอรี่ BYD 1 Module

แบตเตอรี่ BYD 1 Module มีความจุ 5 kWh >>> หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้า กินไฟ 1 kW. เราใช้ไฟได้นาน 5 ชั่วโมง

                                          >>> หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้า กินไฟ 2.5 kW. เราใช้ไฟได้นาน 2 ชั่วโมง

                                          >>> หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้า กินไฟ 5 kW. เราใช้ไฟได้นาน 1 ชั่วโมง

แบตเตอรี่ BYD 2 Module มีความจุ 10 kWh  >>> หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้า กินไฟ 1 kW. เราใช้ไฟได้นาน 10 ชั่วโมง

                                             >>> หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้า กินไฟ 5 kW. เราใช้ไฟได้นาน 2 ชั่วโมง

                                             >>> หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้า กินไฟ 10 kW. เราใช้ไฟได้นาน 1 ชั่วโมง

**เคยเขียนบทความ ความหมายของ กำลังไฟฟ้า kW. และ พลังงานไฟฟ้า kWh. แถมไฮบริด ตอนท้ายๆ ที่ค่อนข้างละเอียดแล้วลองเข้าอ่านดูครับ

 

3. Charge (การชาร์จแบตเตอรี่) คือ กระบวนการเติมพลังงานไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ กระแสไฟฟ้าไหลจากแหล่งจ่ายไฟ → เข้าสู่แบตเตอรี่ ทำให้แรงดันและระดับพลังงานในแบตเพิ่มขึ้น เช่น การเสียบสายชาร์จมือถือ เปรียบเทียบได้กับ การเติมน้ำเข้าโอ่งน้ำ เพื่อเตรียมนำน้ำ นั้นมาบริโภค หรือ ใช้กิน ใช้อาบ เป็นต้น

       ซึ่งแหล่งจ่าย พลังงานไฟฟ้าต้องมากกว่า แบตเตอรี่ ( ในที่นี้องค์ประกอบของพลังงานไฟฟ้า ก็คือ กระแสไฟฟ้า , แรงดันไฟฟ้า , กำลังไฟฟ้า และ เวลา ) สำหรับระบบไฮบริด แหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เติมเข้าแบตเตอรี่ ก็คือ ไฟฟ้ากริดของการไฟฟ้าฯ และไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์

ขยายความ ถ้าลงรายละเอียดเรื่องการชาร์จ แล้ว มันคือการทำให้กระแสไฟฟ้า จากจุดหนึ่งที่มีแรงดันสูงกว่า(ฝั่งแหล่งจ่ายไฟโซล่า หรือ ไฟกริด) ไปยังอีกจุดหนึ่งที่มีแรงดันต่ำกว่า(ฝั่งแรงดันต่ำกว่าคือแบตเตอรี่) 

ยกตัวอย่าง ของแบตเตอรี่ BYD รุ่น LV5.0 ที่มีค่าแรงดัน การชาร์จ ที่แรงดัน ขั้นสูงสุดอยู่ที่ 57.6 V. ซึ่งหมายความว่า เมื่อค่าพลังงานไฟฟ้า kWh.ของแบตเตอรี่ลดลง (ย่อมหมายถึง กระแสไฟฟ้า และแรงดันไฟฟ้าลดงลงด้วย เพราะ กำลังไฟฟ้า = กระแสไฟฟ้า x แรงดันไฟฟ้า) เราก็ต้องทำการชาร์จไฟเข้ายังแบต จนค่าพลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งค่าแรงดันก็สูงขึ้นตามไปด้วย จนถึงค่าแรงดันที่ 57.6 V. ก็ต้องหยุดการชาร์จ ก็คือแบตเตอรี่เต็ม นั่นเอง.

 

สำหรับเราฝั่งผู้ใช้งาน เราไม่ต้องรับรู้เรื่องแรงดันไฟฟ้า ว่ามันจะเต็มกี่โวลท์ หรือกระแสกี่แอมป์ เพราะจะยิ่งทำให้เราสับสนไปใหญ่
เราแค่จำคร่าวๆว่า แบตเตอรี่มีความจุ 5 กิโลวัตต์-เอาว์ kWh หรือ 5ยูนิต ใช้งานแอร์ 1 ตัน ได้ประมาณ 5 ช.ม. ก็พอแล้ว ^L^'

 

 

4. Discharge (การคายประจุแบตเตอรี่) คือ กระบวนการที่แบตเตอรี่จ่ายพลังงานออกมาให้โหลด (เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ) กระแสไฟฟ้าไหลจากแบตเตอรี่ → ไปยังอุปกรณ์ พลังงานในแบตเตอรี่ลดลงเรื่อย ๆ เช่น การใช้งานมือถือจนแบตลดลง

       เมื่อพูดถึงการ Discharge ก็จะมีคำถามว่าแล้วแบตเตอรี่ สามารถปล่อยกำลังไฟฟ้า ได้เท่าไหร่ อย่างไร เพราะว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า จะใช้กำลังไฟฟ้า มากน้อย ต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โหลดจำพวก มอเตอร์ ก็จะกินกระแสสูง(หรือใช้กำลังไฟฟ้าเยอะนั่นเอง) ซึ่งการที่จะดูว่าแบตเตอรี่มีความสามรถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้มากน้อยเพียงใด ก้ต้องขึ้นอยู่กับค่า C-Rate นั่นเอง ก็ดูความหมายในหัวข้อถัดไป ซึ่งค่า C-Rateยิ่งสูง ต้นทุนการผลิตก็สูงตามไปด้วย

ขยายความ ดังตัวอย่างของ แบตเตอรี่ BYD LV5.0 ที่มีค่า Discharge Cut-Off Voltage = 40 V. ก็หมายถึงเมื่อแบตเตอรี่ จ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังโหลด หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า จนค่าพลังงานลดลงไปเรื่อยๆ จนมีผลให้ค่าแรงดันก็ลดลงตามไปด้วย จนถึงค่าแรงดันที่ 40 V. ระบบก็หยุดการจ่ายไฟ ซึ่งก็หมายถึงแบตเตอรี่ เหลือ 0% นั่นเอง 

*ทั้งนี้ค่าแบต 0% ของแต่ละยี่ห้อก้อาจจะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบ อันนี้กล่าวเพื่อให้เข้าใจแบบง่ายๆ นะครับ 

ขยายความ ตัวอย่าง บ้านเราติดตั้งโซล่าเซลล์ แบบไฮบริด ที่มีแบตเตอรี่ แล้วแบตเตอรีจ่ายไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า คือการ Discharge  และเมื่อแบตเตอรี่ใกล้หมด (ตั้งค่าตามที่ผู้ผลิตแนะนำ) เราก็ให้โซล่าเซลล์ หรือไฟของการไฟฟ้า เติมพลังงานเข้าแบตเตอรี่ เราเรียกว่า Charge

 

5. C-Rate – อัตราการคายประจุหรือชาร์จประจุ  คือการวัดอัตราการชาร์จหรือคายประจุของแบตเตอรี่ เทียบกับความจุที่ระบุไว้ 

 

ค่า C-Rate (อ่านว่า "ซีเรท" ไม่ใช่ "ซีไร้" นะ!) คือ ค่าที่บอกว่าแบตเตอรี่สามารถชาร์จหรือจ่ายไฟได้เร็วแค่ไหน ถ้าให้เปรียบก็เหมือน "ความเร็วในการกินข้าวของแต่ละคน"

คนกินช้า กินทีละคำ ค่อยๆ เคี้ยว – แบตชาร์จช้า (C-Rate ต่ำ)

คนหิวโซ กินเหมือนแข่งกินบะหมี่ – แบตชาร์จไว (C-Rate สูง)

? สูตรเข้าใจง่าย
C-Rate = อัตราการชาร์จหรือคายประจุ (A) ÷ ความจุแบตเตอรี่ (Ah)

เช่น ถ้าแบตฯ ขนาด 1000 mAh (หรือ 1 Ah) แล้วจ่ายกระแสไฟออกที่ 1 A ก็จะมี C-Rate = 1C (คายไฟหมดใน 1 ชั่วโมงพอดี)

 

       • ตัวอย่างเช่น: 
       • 1C หมายถึง การชาร์จหรือคายประจุเต็มความจุภายใน 1 ชั่วโมง
       • 0.5C หมายถึง ใช้เวลาชาร์จหรือคายประจุ 2 ชั่วโมง
       • 2C หมายถึง ชาร์จหรือคายประจุเสร็จใน 30 นาที
       • C-Rate สูงเกินไปอาจทำให้แบตเตอรี่ร้อนหรือเสื่อมไว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต กำหนดมา ซึ่งเราผู้ใช้งานก็ควรต้องปฏิบัติตาม เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ 

       • ความหมายอีกนัยยะหนึ่ง คือ ตัวอย่าง เช่น 

         - แบตเตอรี่ BYD รุ่น BATTERY-BOX LV5.0 ขนาด 5 kWh. มีค่า C-Rate เท่ากับ 0.7 C ก็หมายความว่า ชาร์จและจ่ายกำลังไฟฟ้า ได้ 3.5 kW.  *ถ้าจ่ายไฟเกินจาก 3.5 kW. อาจทำให้แบตเตอรี่ชำรุดได้

        - แบตเตอรี่ LUNA ของ Huawei ขนาด 5 kWh. มีค่า C-Rate เท่ากับ 0.5 C ก็หมายความว่า ชาร์จและจ่ายกำลังไฟฟ้า ได้ 2.5 kW. *ถ้าจ่ายไฟเกินจาก 2.5 kW. อาจทำให้แบตเตอรี่ชำรุดได้

 ? ทำไมต้องรู้ C-Rate?  >>> เพราะถ้าชาร์จ/คายประจุเร็วเกินไป = แบตเสื่อมไว, ร้อน, หรือบูม! ? (ไม่ใช่บูมเมอแรงนะ เป็นบูมแบบโดรนลุกพรึ่บ)

? สรุปแบบง่ายๆ  >>> C-Rate ก็คือความสามารถในการ "กินไฟ" หรือ "พ่นไฟ" ของแบตลิเธียม ถ้าให้มันกินเร็วไป โดยไม่ดูความจุ ก็เหมือนให้เด็กๆกินบุฟเฟ่ต์ 50 จาน – มีแต่พังกับพัง ?

 

 

6. SOH (State of Health) – แปลตรงตัวก็ “สภาพสุขภาพของแบตเตอรี่” นั่นแหละ!

ถ้าแบตเตอรี่เป็นคน — SOH ก็คือ ผลตรวจสุขภาพประจำปี

เหมือนหมอบอกว่า “ไตยังดีนะ ปอดยังโออยู่ แต่หัวใจเริ่มอ่อนแรง ตับยังไม่แข็ง เติมเก๊กฮวยได้อีกเยอะนะลูก!!” ??

• เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกสุขภาพของแบตเตอรี่ในเชิงระยะยาว ค่ามักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ (%)

• เปรียบเทียบความจุและประสิทธิภาพปัจจุบันของแบตเตอรี่กับค่าตั้งต้นเมื่อแบตใหม่

• หากแบตเตอรี่มี SOH ต่ำ หมายถึงแบตเริ่มเสื่อม และอาจต้องเปลี่ยนในอนาคต

• ยกตัวอย่างว่า ซื้อ IPHONE มาตอนแรก มีค่า SOH มา 100% พอใช้ไปสักระยะหนึ่ง 2-3ปี ค่า SOH ก็จะลดต่ำลงเหลือ 80% เป็นต้น

• สรุป คือเมื่อใช้งานแบตเตอรี่ ไประยะเวลาหนึ่ง ค่า SOH ก็จะลดต่ำลง จะลดลงมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับคุณภาพแบตเตอรี่แต่ละยี่ห้อ

ขยายความ สำหรับของแบตเตอรี่ของ BYD ( ที่นำมาจับคู่กับ SOLIS Inverter ) เค้าจะมีรับประกันว่า ภายใน 7 ปี หากค่า SOH ต่ำกว่า 65% จะเปลี่ยนให้ทันที ซึ่งสามารถดูค่า SOH ได้จากแอปของ SolisCloud

" BYD warrants that the Product retains Sixty-five percent (65%) of Usable Energy for seven (7) years from the Invoice Date."

 แล้วแบตฯ สุขภาพดีแค่ไหนดูยังไง? SOH จะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์

100% = แบตใหม่เอี่ยม สดใสวัยรุ่นจ๋า!

80% = ยังแข็งแรงอยู่ แต่วิ่งขึ้นบันได 5 ชั้นอาจหอบนิดๆ

50% = เริ่มโทรม ลุกเร็วๆ อาจเวียนหัว

ต่ำกว่า 30% = แบตแก่แล้วครับท่าน พร้อมเกษียณเต็มที ??

?️ แบตคงอยากพูดว่า... "ก็อายุฉันเยอะแล้วนะ! แกลองชาร์จตัวเองทุกวันแล้วดูว่าจะอยู่ได้กี่ปี!" ?

⚠️ คิดซะว่า “ถังน้ำที่เคยใส่ได้ 10 ลิตร ตอนนี้ใส่ได้แค่ 6 ลิตร” แต่คุณยังเทน้ำจนล้น แล้วสงสัยว่าทำไมน้ำหก ?

สูตรง่ายๆ:

SOH (%) = (ความจุปัจจุบัน ÷ ความจุตอนใหม่) × 100
เช่น แบตใหม่ 3000 mAh → ตอนนี้เหลือจุได้ 2400 mAh
SOH = (2400 ÷ 3000) × 100 = 80%

? ภาษาชาวบ้านคือ: “แบตไม่ระเบิดหรอก แต่เหมือนมือถือหิวข้าวบ่อยขึ้น ต้องชาร์จบ่อย เพราะกินไฟแต่ไม่อิ่ม”

 

 

7. SOC (State of Charge) – สถานะการชาร์จของแบตเตอรี่ ก็คือค่าที่บอกว่าแบตเตอรี่ยังมีไฟเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ — พูดง่ายๆ มันคือเกจน้ำมันของโลกแบตเตอรี่นั่นเอง! ถ้า SoC 100% ก็เหมือนคุณเพิ่งเติมน้ำมันเต็มถัง พร้อมลุยทุกเส้นทาง ถ้าเหลือ 5% ก็เตรียมหาที่เสียบปลั๊กให้ไว ไม่งั้นมีนั่งร้องไห้กลางทุ่งแน่ๆ ?

• แสดงปริมาณพลังงานที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่ มักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ (%)

• ใช้คล้ายกับการดูปริมาณแบตเตอรี่ในมือถือ เช่น SOC = 100% หมายถึงแบตเต็ม SOC = 0% หมายถึงแบตหมด

• แต่หากใช้ไประยะหนึ่ง แล้วค่า SOH ไม่ถึง 100% แล้วถ้า SOC 100% ปริมาณพลังงานไฟฟ้า ก็ลดลงตามไปด้วย

 

ช่วงการทำงานปกติของ SoC:

  • 20%–100% เป็นช่วงที่แบตทำงานได้อย่างสุขภาพดี

  • ต่ำกว่า 20% เรียกว่า "เสี่ยงหมดแรง" (ไม่ถึงขั้นตาย แต่บ่นแล้วบ่นอีก)

  • สูงกว่า 95–100% อาจเข้าสู่โหมด "อิ่มเกินพิกัด" ถ้าไม่มีระบบจัดการดีๆ

  • ซึ่ง ตัวบริหารจัดการแบตเตอรี่ เราเรียกว่า BMS แล้วตอนต่อๆไปค่อยมาทำความรู้จักกัน
  • แบตเตอรี่ BYD LV5.0 คนขายเค้าบอกว่า สามารถจ่ายไฟ หรือ Discharge ได้ไปถึง 0% เลยนะนั่น!!!

  

8. DOD (Depth of Discharge) – ค่าความลึกการคายประจุ (%)
เอาแบบเข้าใจง่ายคือ ถ้ารถเราเติมน้ำมันเต็มถัง แล้วเราใช้หมดเกลี้ยงเลย ก็คือใช้หมด 100% พอเติมใหม่ก็สตาร์ทติดเลย ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าเป็นแบตเตอรี่ ถ้าแบตหมด 100% บ่อย ๆ ก็จะทำให้ แบตเตอรี่เสื่อมเร็วมาก ๆ ดังนั้นเราจึงดักทางไว้ก่อน เอาแค่แบตหมดแค่ 80% (เหลือก้นถังไว้ 20%) แล้วเราหยุดขับเลย (คือหยุดจ่ายไฟ) แล้วเรามาเติมไฟเข้าแบตเพิ่ม ค่อยจ่ายไฟให้เต็ม แล้วค่อยจ่ายไฟใหม่ นี่แหละทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น

? DOD ของ BYD LV5.0 มีอะไรพิเศษ?

BYD LV5.0 ใช้เทคโนโลยี ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LiFePO₄) ที่ขึ้นชื่อเรื่องทนทาน เขาอนุญาตให้ DOD ได้เยอะมากถึง 90–100% เลยนะ!

แต่… อย่าเพิ่งดีใจเกินไป เพราะมันมีเงื่อนไขเหมือนสั่งอาหารลดราคาในแอป:

  • ใช้ 100% DOD ได้ → แต่ไม่ควรทำ บ่อย

  • ใช้ 80–90% DOD เป็นมาตรฐาน → ดีที่สุดต่ออายุแบต

  • ใช้แค่ 50% DOD → เหมือนขับรถวันละนิด แบตก็จะอยู่ยาวววว~

  • แบตเตอรี่ BYD LV5.0 คนขายเค้าบอกว่า สามารถจ่ายไฟ หรือ Discharge ได้ไปถึง 0%  หรือ DOD = 0% เลยนะนั่น!!! 

  • ถึงจะบอกงั้นก็เถอะ DOD 0% ถ้าเราใช้งานจริงอย่างน้อย สัก 10-20๔ ก็ยังดีนะ safety factor เผื่อๆไว้ก่อนเนอะ 

 

 9. แบตเตอรี่แบบ Low Volt : หมายถึงระดับแรงดันไฟฟ้า ที่ระบบแบตเตอรี่นั้นทำงาน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเลือกใช้อินเวอร์เตอร์และวิธีการติดตั้งระบบ
สำหรับ แบตเตอรี่ ที่แรงดันต่ำ ในโลกของแบตเตอรี่ ลิเธียม คือแรงดันไม่เกิน 100 โวลท์ LV5.0 2

สำหรับแบตเตอรี่ของ BYD Battery-Box LV5.0 รุ่น  Low Volt ใช้แรงดัน ประมาณ 40 - 57.6 V. 

  • แรงดันใช้งาน (Nominal Voltage): 51.2 V
  • พิกัดพลังงาน: 5.12 kWh
  • ความจุใช้งานได้: ประมาณ 4.6–4.8 kWh (90–95%)
  • เคมีของแบตเตอรี่: LiFePO₄ (ปลอดภัย, อายุการใช้งานนาน)
  • สามารถขยายได้: นำหลายก้อนมาต่อขนานได้ (สูงสุด ~160 kWh ขึ้นอยู่กับรุ่นของ BMS และอินเวอร์เตอร์) 
  • ข้อดีของระบบ Low Voltage:

    • ปลอดภัยกว่า เพราะแรงดันต่ำ
    • เหมาะกับบ้านพักอาศัยขนาดเล็กถึงกลาง
    • ซ่อมบำรุงง่าย

    ข้อเสีย

    • หากต้องการกำลังสูง ต้องใช้สายขนาดใหญ่
    • การขยายระบบจำกัดกว่าระบบ HV

 

10. แบตเตอรี่แบบ High Volt  : สำหรับแบบ High Volt ก็จะเป็นระบบทำงานที่แรงดัน มากกว่า 100 Volt ขึ้นไป ซึ่งเหมาะสำหรับลูกค้าที่ใช้งานโหลดจำนวนมาก เช่น ในโรงงาน หรือสำนักงานขนาดใหญ่ เนื่องจากเมื่อใช้แรงดันสูงแล้ว ก็จะทำให้เราใช้กระแสไฟต่ำลง ซึ่งก็จะมีผลให้อุปกรณ์ประกอบ ที่นำมาใช้งาน ไม่ต้องรองรับกระแสสูง เช่น ฟิวส์ , สายไฟ DC , SPD DC , เบรคเกอร์ DC  เป็นต้น

ยกตัวอย่าง แบตเตอรี่ ของ BYD แบบไฮโวลท์ รุ่น MaxLiteIn มีขนาดตั้งแต่  30 kWh - 82.5 kWh. ซึ่งใช้แรงดันไฟฟ้า ประมาณ 259 - 976 Vdc.

Max Litein4

 

รุ่น LiteIn 30 คือ 30 kWh. แรงดัน Nominal Voltage 307 V. ซึ่งหากจ่ายกำลังไฟฟ้า ที่ 0.5 C-Rate คือ 15 kW.  ดังนั้น จ่ายกระแส= 15,000w / 307v =  48 A. ซึ่งกระแสก็ไม่ได้สูงมากนัก ยังพอหาสายไฟ , ฟิวส์ ที่กระแส ไม่เกิน 100 A ที่มีขายตามท้องตลาด ได้สบายๆ

>>> แต่หากเราใช้ 30 kWh. แบบแรงดันต่ำ Low Volt ที่แรงดันต่ำ 51.2 V.  โดยมีค่า 0.5 C-Rate ก็คือ 15 kW. ดังนั้นต้องจ่ายกระแส = 15,000w / 51.2v  = 293 A. *ซึ่งเราจะหา สายและ ฟิวส์ DC ใหญ่ขนาดนี้ยากมาก และก็อาจเกิดความร้อน และมีความเสียหายในระบบได้ง่าย

*สรุป การจะเลือกใช้ Low Volt และ High Volt ก็ต้องมาบาลานซ์ ความเหมาะสมของกระแส และแรงดัน ให้เหมาะสม 

ก็ติดตามบทความของโซล่าฮับ ไปเรื่อยๆ ก็จะมองออกว่า การใช้งานขนาดเท่าใด ที่ควรใช้ LV หรือ HV. ?